Last updated: 29 มี.ค. 2569 | 52 จำนวนผู้เข้าชม |
สถานการณ์ที่สหรัฐฯ อาจเผชิญกับการขาดแคลน "แร่หายาก" (Rare Earth Elements) ภายในระยะเวลาอันสั้นนั้น มีที่มาและรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
1. ทำไมถึงเหลือใช้แค่ 2 เดือน?
ข้อมูลนี้มักอ้างอิงจาก "ปริมาณสำรองในคลังสินค้าเชิงยุทธศาสตร์" ของสหรัฐฯ เอง หากเกิดกรณีที่ห่วงโซ่อุปทานถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง (เช่น การระงับการส่งออกจากประเทศผู้ผลิตหลัก) สต็อกที่สำรองไว้อาจประคองอุตสาหกรรมสำคัญได้เพียงไม่กี่สัปดาห์หรือ 1-2 เดือนเท่านั้น โดยเฉพาะแร่ที่ใช้ในเทคโนโลยีขั้นสูงและอาวุธยุทโธปกรณ์
2. แร่เหล่านี้สำคัญอย่างไร?
แร่หายาก (เช่น นีโอดิเมียม, เทอร์เบียม, ดิสโพรเซียม) เปรียบเสมือน "วิตามิน" ของอุตสาหกรรมสมัยใหม่
การทหาร: ใช้ทำระบบนำวิถีขีปนาวุธ, เครื่องยนต์เครื่องบินรบ F-35, และอุปกรณ์มองเห็นในเวลากลางคืน
เทคโนโลยี: ส่วนประกอบสำคัญในชิปคอมพิวเตอร์, สมาร์ทโฟน, และหน้าจอความละเอียดสูง
พลังงานสะอาด: ใช้ผลิตแม่เหล็กกำลังสูงสำหรับกังหันลมและมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
3. จุดอ่อนของสหรัฐฯ
ปัจจุบัน จีน เป็นผู้ควบคุมการผลิตและแปรรูปแร่หายากมากกว่า 70-80% ของโลก
แม้สหรัฐฯ จะมีเหมือง (เช่น Mountain Pass) แต่บ่อยครั้งยังต้องส่งแร่ดิบไปถลุงและแยกธาตุที่จีน เพราะจีนมีเทคโนโลยีและต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก หากมีการจำกัดการส่งออก สหรัฐฯ จะประสบปัญหาทันทีเพราะการสร้างโรงแยกแร่เองต้องใช้เวลาหลายปี
4. การปรับตัวของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน
เพื่อแก้ปัญหานี้ สหรัฐฯ กำลังเร่งดำเนินการหลายอย่าง
-ให้งบสนับสนุน: ทุ่มงบประมาณให้บริษัทในประเทศสร้างโรงแยกแร่หายากเอง
-หาพันธมิตรใหม่: ร่วมมือกับออสเตรเลีย แคนาดา และเวียดนาม เพื่อกระจายแหล่งที่มา
-การรีไซเคิล: สนับสนุนการสกัดแร่หายากจากขยะอิเล็กทรอนิกส์เก่าๆ
สรุป: ตัวเลข 2 เดือนคือการประเมินในสภาวะวิกฤตที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) เพื่อเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาลเร่งสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรนั่นเอง
#แร่หายาก #RareEarth #สหรัฐจีน #สงครามการค้า #ข่าวต่างประเทศ #ความมั่นคง #Geopolitics #เศรษฐกิจโลก
28 มี.ค. 2569
27 มี.ค. 2569